welcome to ศูนย์ธุรกิจไทย-จีนประจำนครหนานหนิง
  • หน้าแรก
  • แนะนำศูนย์ฯ
  • ข่าว
  • สมาชิก
  • โครงการลงทุน
  • แสดงสินค้า
  • ผลงาน
  • บริการ
  • สมัครงาน
  • แนะนำประเทศจีน
  • ค้นหา

การวิเคราะห์โอกาสการลงทุนของจีนในอุตสาหกรรมเกษตรของไทย

Time:2010-3-4 15:56:07
 
 
 
 
1.                  การวิเคราะห์ปัจจัยการผลิต (Factor Conditions) 
 ปัจจัยที่ทำให้แรงจูงใจในอุตสาหกรรมเกษตรจีนนั้นมีอยู่หลายปัจจัย เนื่องจากประเทศจีนมีเนื้อที่การทำกสิกรรม รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างมากมายและหลากหลาย ยกตัวอย่างเช่น
1.1             ทรัพยากรมนุษย์
     จำนวนแรงงานที่มีอยู่อย่างมากมาย ซึ่งในปี 2006 ประเทศจีนมีจำนวนแรงงานในภาคการเกษตรทั้งหมด 378.74 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 71 ของจำนวนแรงงานทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตาม การศึกษาและคุณภาพของแรงงานที่ยังคงต่ำอยู่ ทำให้ความสามารถในการเรียนรู้ของการพัฒนาการเกษตรรูปแบบใหม่ยังน้อยอยู่ ซึ่งถือเป็นจุดด้อยของภาคการเกษตรโดยทั่วไป ทั้งนี้รัฐบาลได้ให้ความสำคัญและเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรของประเทศ ดังนั้นจึงมีการผลักดันและสนับสนุนการฝึกอบรมแรงงาน รวมถึงการให้โอกาสในการศึกษาของเกษตรกรมากยิ่งขึ้น
1.2             ที่ดินเพื่อการเพาะปลูก
     ประเทศจีนมีสภาพภูมิศาสตร์ที่สามารถทำการกสิกรรมได้ทั่วประเทศขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของสภาพภูมิประเทศและสภาพทางภูมิศาสตร์ในแต่ละมณฑล โดยที่ความโดดเด่นของลักษณะเฉพาะของภูมิประเทศ จึงส่งให้การเพาะปลูกพืชและอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรที่สำคัญได้เกิดขึ้นอย่างมากมายในหลายพื้นที่ของประเทศ ซึ่งในปัจจุบันจีนมีพื้นที่เพาะปลูกมากถึง 130 ล้านเฮกตาร์
1.3            ทรัพยากรธรรมชาติ
   ประเทศจีนมีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติสูง อาทิเช่น ทรัพยากรด้านชีววิทยา โดยจีนมีทรัพยากรด้านชีววิทยามากกว่า 300 ชนิด ประมาณ 2,900 ประเภท และมีพืชที่สูงมากกว่า 30,000 สายพันธุ์ ทั้งนี้สัตว์สายพันธุ์ต่างๆ มากกว่า 200 สายพันธุ์ และมีพันธุ์ปลามากกว่า 1,500 ชนิดสายพันธุ์ ดังนั้น จึงเป็นแหล่งเหมาะแก่การเข้ามาลงทุนโดยอาศัยทรัพยากรที่มีอยู่อย่างมากมายในจีน
1.4             ระบบโครงสร้างพื้นฐาน
ระบบคมนาคมของจีนที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ โดยสามารถเชื่อมโยงกันอย่างทั่วถึงทั่วประเทศทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ เนื่องจากว่าสินค้าเกษตรเป็นสินค้าที่มีความอ่อนไหว ดังนั้นการขนส่งผลิตภัณฑ์จากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่งจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งรัฐบาลจีนได้ให้งบประมาณในการสร้างระบบคมนาคมเพิ่มขึ้นทกๆ ปี
§       การขนส่งทางบก ปัจจุบันจีนมีความยาวของถนนหลวง (Highway) ยาวเป็นระยะทาง 3.407 ล้านกิโลเมตร และเป็นความยาวของทางด่วน (Expressway) ทั้งสิ้น 45,300 กิโลเมตร[1] อีกทั้งยังมีถนนที่สามารถเชื่องโยงระหว่างประเทศได้อีกด้วย อาทิเช่น R3E และ R3W ที่เชื่อมโยงการค้าระหว่างจีนกับประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต ด้วยปัจจัยส่งเสริมดังกล่าวทำให้สินค้าเกษตรของจีนมีโอกาสด้านการค้าทั้งในและระหว่างประเทศที่ดี
§       การขนส่งทางอากาศ เนื่องจากสินค้าเกษตรเป็นสินค้าอ่อนไหวง่าย ดังนั้นการขนส่งทางอากาศจึงเป็นเรื่องสำคัญต่อการค้าระหว่างประเทศ ทั้งนี้ รัฐบาลจีนได้มีการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาของระบบขนส่งสินค้าทางอากาศอย่างเป็นรูปธรรมด้วยการสร้าง ขยาย และปรับปรุงสนามบินเพื่อรองรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการค้า อีกทั้งให้เกิดเป็นศูนย์กลางทางการค้าภายในภูมิภาคเอเชีย
§       การขนส่งทางน้ำ การพัฒนาการขนส่งทางน้ำเป็นการสร้างความสมบรูณ์ในการกระจายสินค้าเกษตรอีกลู่ทางหนึ่ง ซึ่งรัฐบาลได้มีการบูรณะเส้นทางเดินเรือเพื่อรองรับการขนส่งสินค้าทั้งภายในและนอกประเทศ อีกทั้งได้มีการสร้างเส้นทางเดินเรือใหม่เพื่อเชื่อมโยงระหว่างแม่น้ำในประเทศกับทะเล เพื่อก่อให้เกิดประสิทธิภาพของการขนส่งให้ดียิ่งขึ้น
§       ระบบชลประทาน ระบบชลประทานเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับภาคการเกษตร ซึ่งรัฐบาลจีนได้พัฒนาระบบชลประทานให้เกิดประสิทธิภาพ และสามารถสร้างศักยภาพในอุตสาหกรรมเกษตร ทั้งนี้ในปี 2005 จีนมีพื้นที่ชลประทานทั่วประเทศทั้งสิ้น 55.03 ล้านเฮกตาร์ โดยมีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 57 ของพื้นที่เพาะปลูกทั่วประเทศ 
                 1.5             การพัฒนาระบบการตลาด
เมื่อต้นปี 2006 ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรจีนได้จัดตั้งสำนักงานเพื่อการพัฒนาการบริการจัดการข้อมูลข่าวสารและการบริการเพื่อจุดประสงค์ในการพัฒนาระบบตลาดในภาคชนบท และให้ความสะดวกสบายสำหรับนักลงทุนหรือพ่อค้าคนกลางในการเข้าถึงเกษตรกรที่รวดเร็วยิ่งขึ้น
                       
2)  การวิเคราะห์ทางด้านอุปสงค์ (Demand Conditions)
ประเทศจีนมีขนาดตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่ เนื่องด้วยจำนวนประชากรที่มีมากถึง 1.3 พันล้านคน และในอนาคตประชากรจีนจะเพิ่มขึ้นสูงถึง 1.5 พันล้านคนภายในปี 2010 ด้วยเหตุดังกล่าวส่งให้เป็นที่ดึงดูดใจในการลงทุนและผู้ค้าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร
การเพิ่มขึ้นของรายได้ของประชากรจีน ส่งผลให้แนวโน้มของค่านิยมและพฤติกรรมในการบริโภคอาหารเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่างประชากรในเมืองกับชนบทของจีน ทำให้รสนิยมของการบริโภคยังมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง อาทิ ชาวจีนในเขตชนบทยังให้ความนิยมต่อการบริโภคผักมากกว่าเนื้อสัตว์ เป็นต้น
 
3)  การวิเคราะห์ด้านคู่การแข่งขันและการแข่งขัน (Context for Firm Strategy and Rivalry)
§       อุปสรรคที่สำคัญต่อการเข้าสู่อุตสาหกรรมเกษตรจีน คือ ข้อกำหนดและกฎเกณฑ์ของภาครัฐบาล ซึ่งในปัจจุบันประเทศจีนได้ออกนโยบายการควบคุมการลงทุนในภาคการเกษตรโดยที่กำหนดสินค้าที่ส่งเสริมในการลงทุน การควบคุมการลงทุน และสินค้าที่ต้องห้ามในการลงทุนสำหรับนักลงทุน ทั้งนี้ การออกประกาศดังกล่าวส่งผลกระทบถึงการลงทุนจากต่างชาติต่อภาคการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตและการพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืช การแปรรูปถั่วเหลือง และการกระจายสินค้าเกษตร
§       แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแผนราย 5 ปี ฉบับที่ 11 (2006-2010) ที่ทางรัฐบาลจีนได้กำหนดจุดมุ่งหมายเพื่อการพัฒนาที่ก่อให้เกิดความสามารถในการแข่งขันของและคุ้มครองผู้ผลิตท้องถิ่นภายในประเทศในระยะยาว โดยทำการลดการนำเข้าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศ หรือเพิ่มมาตรการการกีดกันทางการค้าทั้งทางตรงและทางอ้อม
§       ส่งเสริมการพัฒนาตราสินค้า การผลิต สินค้าที่มีการจด IP และการยกระดับสินค้าเกษตรขึ้นเป็นสินค้าระดับ Hi-end ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงระดับของการแข่งขันของสินค้าเกษตรจีนในตลาดโลก 
§       การสนับสนุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเอกชนและรัฐวิสาหกิจออกไปแข่งขันในเวทีโลกได้ โดยใช้กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศเช่น ข้อตกลงทางการค้า FTA เป็นต้น ซึ่งทำให้สินค้าเกษตรจีนมีความน่ากลัวมากยิ่งขึ้น
§       รัฐบาลจีนผลักดันการเจรจาการค้าเสรีระหว่างประเทศให้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าของสินค้าเกษตรของจีน
§       มีการพัฒนาและวิจัยผลิตภัณฑ์เกษตรใหม่ๆ เพื่อสร้างให้เกิดมูลค่าเพิ่มของสินค้าเกษตร
 
4.)   การวิเคราะห์อุตสาหกรรมเกี่ยวข้องและอุตสาหกรรมสนับสนุน (Related and Supporting Industries)
4.1      อุตสาหกรรมเครื่องจักรเพื่อการเกษตร
ประเทศจีนมีเครื่องจักรการเกษตรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2006 การใช้พลังงานเครื่องจักรคิดเป็น 726 ล้านกิโลวัตต์ ทั้งนี้เกิดจาการที่รัฐบาลให้การสนับสนุนเครื่องจักรเป็นมูลค่า 40 ล้านหยวน หรือ 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐครอบคลุมพื้นที่ 16 มณฑล
4.2      อุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์พืช
การสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชและเครื่องมือเครื่องจักรในการผลิตเป็นอีกมาตรการในการสนับสนุนของภาครัฐ โดยภาครัฐได้ให้การสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชที่มีคุณภาพที่สูงแก่เกษตรกร อาทิ เมล็ดพันธุ์ข้าวโพด เมล็ดพันธุ์ถั่วเหลือง เมล็ดพันธุ์ข้าวและข้าวสาลี โดยตั้งเป้าที่ประมาณ 1.65 ล้านเอเคอร์ในพื้นที่ครอบคลุม 13 มณฑลจากกองทุน (Grain Risk Funds)
4.3   อุตสาหกรรมการผลิตอาหารสัตว์
อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อการเลี้ยงสัตว์และการประมงน้ำจืด ซึ่งผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ของจีนมีการเติบโตในปี 2006 คิดเป็น 111 ล้านตัน คิดเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวที่ต่ำที่สุดในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา การขยายตัวในอัตราส่วนที่ลดลงเกิดขึ้นเนื่องจากราคาต้นทุนวัตถุดิบมีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ ข้าวโพด ถั่วเหลือง และเนื้อปลา เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม การผลิตอาหารสัตว์ยังคงมีเพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ อันเนื่องมาจากการปรับโครงสร้างของอุตสาหกรรมการผลิตอาหารสัตว์เมื่อปี 2006 ซึ่งทำให้จีนสามารถผลิตอาหารสัตว์คิดเป็นร้อยละ 73.36 ของความต้องการในประเทศ   
4.4    อุตสาหกรรมการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร
อุตสาหกรรมการเกษตรแปรรูปของจีนได้มีการเจริญเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถประมาณจากมูลค่าเพิ่ม(#118alue-added) ของภาคอุตสาหกรรมเกษตรในปี 2005 ที่มีมูลค่า 45.690 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 17.5 จากปีที่ผ่านมา และยังสามารถสังเกตได้จากมูลค่าการผลิตที่มีมูลค่า 34.961 พันล้านหยวนโดยประมาณ ซึ่งยังคงไม่รวมกับมูลค่าการผลิตอาหารและเครื่องดื่มที่มีมูลค่ารวมกัน 28.684 พันล้านหยวนโดยประมาณ และภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอมีมูลค่าการผลิตประมาณ 11.516 พันล้านหยวนโดยประมาณ[2] นอกจากนี้ อุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช น้ำนม น้ำตาล เครื่องดื่มต่างๆ (ทั้งมีและไม่มีแอลกอฮอล์) ก็ยังมีการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.7, 15.4, 5.4, และ 28.8 ตามลำดับเช่นกัน
 
5.)          การวิเคราะห์บทบาทและผลกระทบของภาครัฐ (Government Roles)
5.1      นโยบายด้านการเงิน
  มาตรการนี้เป็นมาตรการที่รัฐต้องการยกรายได้ของเกษตรกรให้สูงขึ้นจากการลดระดับของภาษี อีกทั้งรัฐบาลกลางได้สนับสนุนทางด้านการเงินสำหรับสินค้าเกษตรจำพวกธัญพืชเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรโดยตรง ทั้งนี้การสนับสนุนดังกล่าวของรัฐบาลเป็นเงินส่วนใหญ่มาจากกองทุน (Grain Risk Funds) ไปสู่ 13 มณฑลหลักของการเพาะปลูกของประเทศ
5.2        นโยบายด้านการพัฒนาการเกษตร
จากการคาดการณ์ว่าจีนจะมีประชากรในประเทศทั้งสิ้น 30 ล้านคนภายในปี 2030 จึงเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อปัญหาความไม่เพียงพอด้านอาหารในอนาคต ดังนั้น การหาช่องทางในการเพิ่มปริมาณและประสิทธิภาพของการผลิตจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการพัฒนาและแก้ไขปัญหาด้านการเกษตร รวมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนด้านการตลาดก็จึงเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการผลักดันและยกระดับของภาคอุตสาหกรรมเกษตรของจีน ทั้งนี้ นโยบายแก้ไขปัญหาการเกษตรของจีนในปัจจุบัน ได้ดำเนินตามแนวทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติราย 5 ปี ฉบับที่ 11 (2006-2010) ว่าด้วย “นโยบายสามเกษตร” หรือ “San-Nong” ซึ่งเป็นแนวทางที่เน้นการปรับปรุงโครงสร้างอุตสาหกรรมเกษตรให้เกิดประสิทธิภาพและความเป็นเกษตรสมัยใหม่ โดยในปี 2006 รัฐบาลกลางจีนได้ทุ่มเงินสนับสนุนในการพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศเป็นจำนวนเงิน 23.15 พันล้านหยวน ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างสาธารณูปโภคภายใน 8.35 พันล้านหยวนและกองทุนพิเศษเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรเป็นจำนวน 14.80 พันล้านหยวน[3] 
5.3        นโยบายด้านการค้าและการลงทุน
การปฏิรูปทั้งทางด้านโครงสร้างและนโยบายหลักของรัฐบาลกลาง รวมทั้งการเข้าร่วมลงนามข้อตกลงทางการค้ากับองค์กรการค้าโลก (WTO accession agreement) ในปี 2001 ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างของการค้ากับต่างประเทศที่ดีขึ้น รวมถึงเป็นการเปิดและเพิ่มโอกาสของภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ของประเทศจีนให้ก้าวไปสู่การแข่งขันในตลาดโลก ทั้งในเรื่องระบบของศุลกากรที่เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงทางการค้าที่สำคัญ การลดภาษีจะส่งผลดีต่อผู้บริโภคในประเทศจีน จากราคาของผลิตภัณฑ์เกษตรที่ลดลงตามการลดของภาษีศุลกากร แต่อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงในการเปิดตลาดสินค้าเกษตรโลกไม่ได้ส่งผลต่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชากรทั้งหมดของประเทศจีน ทั้งนี้การทำข้อตกลงทางการค้าจะเน้นในเรื่องการเพิ่มประมาณของการค้ากับต่างประเทศทั้งในด้านการนำเข้า ส่งออก การแลกเปลี่ยนทางด้านต่างๆ อาทิเช่น การลงทุนในตลาดการเกษตร การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีทางการเกษตร และการเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตร เป็นต้น
แต่อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลจีนออกมาตรการควบคุมการลงทุนใหม่เมื่อปี 2007 ที่ผ่านมาโดยที่กำหนดสินค้าที่ส่งเสริมในการลงทุน การควบคุมการลงทุน และสินค้าที่ต้องห้ามในการลงทุนสำหรับนักลงทุนต่างชาตินั้น ได้ส่งผลกระทบถึงการลงทุนจากต่างชาติต่ออุตสาหกรรมเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตและการพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืช การแปรรูปถั่วเหลือง และการกระจายสินค้าเกษตร เป็นต้น
  
การวิเคราะห์อุตสาหกรรมการเกษตรของประเทศไทย
 1.                  การวิเคราะห์ปัจจัยด้านอุปทาน (Supply conditions)
เงื่อนไขปัจจัยการผลิต เป็นปัจจัยแรกในการวิเคราะห์อุตสาหกรรม เพราะเป็นปัจจัยพื้นฐานในการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขัน และส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระบวนการผลิต และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ อันประกอบไปด้วย วัตถุดิบเพื่อใช้ในการผลิต คุณภาพของทรัพยากรบุคคลในอุตสาหกรรม และการพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยแต่ละส่วนมีจุดแข็ง และจุดอ่อนที่แตกต่างกัน ดังนี้
1.1              ประเทศเป็นพื้นที่เหมาะแก่การเพาะปลูก
ประเทศไทย นับได้ว่าเป็นประเทศที่มีข้อได้เปรียบทางด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของประเทศ และมีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ โดยสภาพพื้นที่ของประเทศสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกด้าน คือ ด้านการเกษตรกรรม การปศุสัตว์ และการประมง เพราะพื้นที่โดยส่วนใหญ่เป็นดินร่วนเหมาะแก่การเพาะปลูกพืช ผัก และผลไม้ได้เป็นอย่างดี พื้นที่พืชไร่ เป็นพื้นที่ที่มีการถือครองและใช้สอยรองจากพื้นที่นา ทั้งประเทศมีพื้นที่ปลูกพืชไร่ทั้งสิ้น 27.40 ล้านไร่ แบ่งเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 11.17 ล้านไร่ ภาคเหนือ 8.78 ล้านไร่ ภาคกลาง 7.39 ล้านไร่ และ ภาคใต้ 0.04 ล้านไร่        นอกจากนั้นการที่พื้นที่ของไทยนั้นเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกนั้น ส่งผลให้มีผลผลิตต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยไทยสามารถผลิตยางพาราได้เป็นอันดับ 1 ของโลก มันสำปะหลังและข้าว ผลิตได้เป็นอันดับที่ 3 และ 6 ตามลำดับ
1.2              แรงงานของไทยมีค่าจ้างถูกและมีคุณภาพ
              แรงงานของไทยนั้นมีอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำเฉลี่ยโดยรวมเพียงแค่วันละ 144 บาทเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นค่าแรงที่ถูกมากเมื่อเทียบกับจีนที่มีค่าแรงขั้นต่ำประมาณ 50 หยวนต่อวัน หรือประมาณวันละ 250 บาท (1 หยวน 5 บาท) ซึ่งแพงกว่าค่าจ้างแรงงานไทย นอกจากนั้นแรงงานไทยนั้นยังมีความชำนาญในการผลิตสินค้าเกษตรมากกว่าจีนด้วย
1.3       คนในประเทศส่วนใหญ่ผูกพันกับการทำเกษตร
จากการที่เราได้ทราบมาว่าตั้งแต่อดีตกาลของคนไทยมีอาชีพหลัก คือ การเกษตร ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ กลางใต้ อีสาน ซึ่งคนไทยทุกวันนี้ก็ยังมีการทำการเกษตรจนถึงปัจจุบันและบางครอบครัวก็ยังทำเป็นรายได้หลักของครอบครัวหรือบางครอบครัวก็ทำเป็นรายได้เสริม และยังมีโครงการต่างๆที่ช่วยส่งเสริมให้คนไทยรักการทำการเกษตรไม่ว่าจะเป็นรักบ้านเกิด เศรษฐกิจพอเพียง
                        1.4       คุณภาพดินและน้ำ (สิ่งแวดล้อม) เสื่อมโทรมลง
จากการขยายตัวของภาคการผลิตอุตสาหกรรม และการเกษตรที่นิยมใช้สารเคมีก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมกับคุณภาพดินและน้ำ และเกิดปัญหาการมีสารพิษตกค้าง เช่น วัตถุดิบด้านการเกษตร มีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช และปุ๋ยเคมี ซึ่งก่อให้เกิดสาร ตกค้างในดิน น้ำ และอากาศ สารกำจัดศัตรูพืชบางชนิดไม่เพียงแต่มีผลกระทบที่ร้ายแรงอย่างเฉียบพลันเท่านั้น แต่มีผลในระยะยาวด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารในกลุ่มสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน (Persistent Organic Pollutants: POP) จะส่งผลอย่างต่อเนื่องไปยังสิ่งมีชีวิตทั้งสัตว์ และ พืช ชนิดอื่นๆ และยังจะมีสารตกค้างอยู่ในพืชเป็นเวลานานหลังจากเลิกใช้สารเหล่านี้แล้วก็ตาม
1.5              งานวิจัยที่เกี่ยวกับการเกษตรมีมาก แต่ไม่ค่อยได้รับความสนใจ
การวิจัยและการพัฒนาต่างๆ โดยส่วนใหญ่มาจากหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งมีบทบาทในการกระตุ้นและส่งเสริมงานวิจัย เช่น การวิจัยแบบจำลองข้าว เพื่อศึกษาผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ ที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์แลอุปทานข้าว เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์แนวโน้มถึงสถานการณ์ด้านการผลิต การตลาดและราคา ข้าวในอนาคต โดยการใช้แบบจำลองระบบ (Simultaneous equations) ซึ่งผลการวิเคราะห์สามารถนำไปใช้ประกอบการวางแผนการผลิต และการตลาดข้าวที่เหมาะสม หรือการจัดการข้าวแปลกปลอมในนาข้าวอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ศึกษารูปที่เหมาะสมต่อการจัดการเขตกรรมเพื่อลดปริมาณการแพร่ระบาดของเมล็ดพันธุ์ข้าวแปลกปลอมในนาข้าว
1.6              ขาดเงินทุนในการผลิต
            เนื่องจากเกษตรกรไทยนั้นมีรายได้ต่ำ รวมทั้งเกษตรกรไทยบางส่วนยังมีหนี้สินอยู่มาก ทำให้ขาดเงินทุนในการลงทุนต่างๆ ส่งผลให้การพัฒนาการผลิตไม่สามารถเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง
 
2.            การวิเคราะห์ปัจจัยด้านอุปสงค์ (Demand Condition)
ความต้องการสินค้าและผลิตภัณฑ์ของ ภาคเกษตรกรรมยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลที่มีมูลค่าการส่งออกเพิ่มสูงขึ้น โดยมีหลากหลายสินค้าได้รับอานิสงส์จากการเปลี่ยนแปลงแนวนโยบายของรัฐบาล สินค้าในกลุ่มพืชไร่ที่การส่งออกมีแนวโน้มดี คือ ข้าวหอมมะลิ ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง โดยเฉพาะมันเส้นและแป้งมันสำปะหลัง
ข้าว  ความต้องการข้าวในตลาดยังอยู่ในเกณฑ์สูง  มีประเทศที่ปลูกข้าวมากกว่า 100 ประเทศ แต่มีเพียง 8 ประเทศที่ใช้พื้นที่กว่า 90% ของพื้นที่เกษตรของประเทศ สำหรับการปลูกข้าว ได้แก่ อินเดีย จีน อินโดนีเซีย บังคลาเทศ ไทย เวียดนาม พม่า และฟิลิปปินส์ หรือ ประมาณ 80% ของพื้นที่ปลูกข้าวทั้งโลก
มันสำปะหลัง ปริมาณความต้องการใช้มันสำปะหลังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะเพื่อเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตเอทานอล อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ โดยผลผลิตภายในประเทศปี 2551 อยู่ที่ประมาณ 27.62 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2550 กว่า 700,000 ตัน ตลาดการส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ จีน และสหภาพยุโรป หรืออียู ที่ความต้องการยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งมันอัดเม็ด มันเส้น และแป้งมัน
ยางพารา   ปริมาณความต้องการการใช้ยางพาราของโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น  โดยเฉพาะความต้องการจากจีนที่อุตสาหกรรมรถยนต์ขยายตัวสูง   ประกอบกับราคายางสังเคราะห์มีแนวโน้มสูง สำหรับภาวการณ์ส่งออกของไทยในปี 2549 การส่งออกมีปริมาณ 1,224,705 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็นมูลค่า 9.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2548 ร้อยละ 0.45 และ 21.85 ตามลำดับ ตลาดส่งออกไม้ยางพาราแปรรูปที่สำคัญ ได้แก่ จีน มาเลเซีย เวียดนาม ฮ่องกง และญี่ปุ่น นอกจากนี้ การนำเข้าของไทยในปี 2549 มีปริมาณ 928 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็นมูลค่า 7.08 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2548 ร้อยละ 51.88 และ 75.29 ตามลำดับ
นอกจากนี้ ภาพลักษณ์สินค้าของไทยนั้นถือได้ว่ามีภาพลักษณ์ที่ดี เพราะเป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูง เช่น ข้าวหอมมะลิของไทย ยางพารา ฯลฯ ส่งผลให้เกิดความต้องการเพิ่มขึ้น
 
3.      การวิเคราะห์คู่แข่งและการแข่งขัน (Context for Firm Strategy and Rivalry)
การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าว มันสำปะหลังและยางพาราของไทยนั้น ถือว่าเป็นทางเลือกการส่งออกที่ดีมากแทนที่เราจะส่งออกเฉพาะวัตถุดิบเท่านั้น ทำให้สินค้าของเรานั้นสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมถึงสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันเพิ่มมากขึ้นด้วย ตัวอย่างการสนับสนุนการเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้กับข้าว มันสำปะหลังและยางพารา ยกตัวอย่างเช่น
§       มีการสนับสนุนการทำผลิตภัณฑ์ข้าวแปรรูป ประกอบด้วย ขนมปังกรอบ แป้งข้าวเหนียว แป้งข้าวเจ้า เส้นก๋วยเตี๋ยวและเส้นหมี่ แผ่นแป้ง สตาร์ชจากข้าวเจ้า และสตาร์ชจากข้าวเหนียว
§      ารใช้มันสำปะหลังเพื่อสารตั้งต้นในการผลิตเอทานอลในการทำพลังงานทดแทนได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของยุทธศาสตร์การพัฒนาพลังงานของประเทศในปัจจุบัน
§      มีการสนับสนุนการแปรรูปน้ำยางเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าผลิตภัณฑ์จากยาง เช่น ยางยานพาหนะ  ถุงมือยาง ฯลฯ  
อย่างไรก็ตาม ข้าว มันสำปะหลัง และยางพาราถือว่าเป็นสินค้าที่รัฐบาลไทยมีการควบคุมราคากลางอยู่ จึงไม่ค่อยมีการแข่งขันทางด้านราคา หรือการผลิตสินค้าที่มีรูปแบบใหม่ๆ ออกมา ส่งผลให้การพัฒนาสินค้าและคุณภาพสินค้าเป็นไปได้ช้า
นอกจากนี้ การขยายการใช้ระบบ GAP[4] เข้าไปในกลุ่มการผลิตการเกษตรเพื่อให้เป็นสินค้าปลอดภัยจากสารพิษ อาทิเช่น พืชผักและผลไม้ เป็นการเพิ่มความหลากหลายให้กับสินค้าการเกษตรซึ่งเป็นการสร้างความแตกต่างของสินค้าในการแข่งขันทางการตลาดในปัจจุบัน  
4.      การวิเคราะห์อุตสาหกรรมเกี่ยวข้องและอุตสาหกรรมสนับสนุน (Related and Supporting Industries)
ข้าว  เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวสารรายใหญ่ของโลก ซึ่งอุตสาหกรรมต้นน้ำที่เป็นการผลิตวัตถุดิบนั้น สามารถทำได้ดีอยู่แล้ว ปัจจุบันจึงมีการสนับสนุนโดยเน้นอุตสาหกรรมปลายน้ำที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการแข่งขันสูง จากการใช้ส่วนต่างๆ ของข้าวภายหลังการสีข้าวให้ได้ประโยชน์สูงสุด เช่น อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ อุตสาหกรรมสิ่งทอ และอุตสาหกรรมเพื่อเสริมสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ เช่น อุตสาหกรรมพลังงาน อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และอุตสาหกรรมกระดาษ
 
มันสำปะหลัง เนื่องจากปัจจุบันการใช้งานพลังงานทดแทนนั้นเป็นที่ตื่นตูมกันมาก ทั้งนี้ มันสำปะหลังถือว่าเป็นวัตถุดิบชั้นดีที่ใช้ในการผลิตเอลทานอล และอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่สำคัญ คือ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมอาหาร เป็นต้น
ยางพารา อุตสาหกรรมยางในประเทศไทย ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ อุตสาหกรรมต้นน้ำซึ่งผลิตวัตถุดิบได้แก่ ยางแผ่นรมควัน ยางแท่งมาตรฐานและน้ำยางข้น (อุตสาหกรรมยางดิบ อุตสาหกรรมน้ำยางข้น) และอุตสาหกรรมปลายน้ำ ผลิตผลิตภัณฑ์ยางที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น (อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง) สำหรับอุตสาหกรรมต้นน้ำ นอกเหนือจากความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมยางดิบและอุตสาหกรรมน้ำยางข้นแล้ว อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง ยังมีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งผลิตยางสังเคราะห์ (SBR และ BR) อุตสาหกรรมเคมีซึ่งผลิตสารเคมียาง (เขม่าดำ ซิลิกา    ซิงค์ออกไซด์กรดสเตียริค) และอุตสาหกรรมเส้นใยและสิ่งทอ ซึ่งผลิตวัสดุเสริมแรงสำหรับผลิตภัณฑ์ยาง  อุตสาหกรรมในประเทศที่เป็นผู้อุปโภคผลิตภัณฑ์ยางที่สำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ รถยนต์ รถบรรทุก รถจักรยานยนต์และรถจักรยาน) ซึ่งมีแนวโน้มจะขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากประเทศไทยได้ตั้งเป้าหมายการพัฒนาไปสู่การเป็น Detroit แห่งเอเชีย อุตสาหกรรมการผลิตอื่นๆเช่น อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเลคทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมก่อสร้าง (ยางกันชน ท่อยาง ฯลฯ)
ที่มา: แผนแม่บทอุตสาหกรรมยางพาราและผลิตภัณฑ์ กระทรวงอุตสาหกรรม
 
5.                  การวิเคราะห์บทบาทและผลกระทบของภาครัฐ (Government Roles)
            ในการพัฒนาการเกษตรเพื่อนำไปสู่ปรัชญาและทิศทางการทำงานที่กำหนดไว้ของภาครัฐบาลจะยึดยุทธศาสตร์การเกษตรยุคใหม่รวม  5 ด้าน ซึ่งยุทธศาสตร์ทั้งหมดมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้การเกษตรเป็นรากฐานเศรษฐกิจ    ของชาติ ทั้งในด้านการบริโภคในประเทศ การลงทุนในประเทศ การส่งออกและการนำเข้า ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้
5.1     ผลิตที่มีประสิทธิภาพและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน
ยุทธศาสตร์นี้มุ่งเน้นความได้เปรียบเชิงแข่งขันและการสร้างความหลากหลายของสินค้าเกษตรและอาหาร ครอบคลุมการดำเนินงานการปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร  การเพิ่ม    ประสิทธิภาพการผลิต การปรับปรุงคุณภาพสินค้าและการกำหนดตลาด รวมทั้งการพัฒนาโครงสร้าง       พื้นฐานการผลิต ประกอบด้วยแนวทางพัฒนา  5 ด้าน ดังนี้
§       การปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร - เป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตสินค้าเกษตรจากชนิดหรือประเภทที่มีมูลค่าหรือผลตอบแทนต่ำไปสู่ชนิดหรือประเภทที่มีมูลค่าหรือผลตอบแทนสูงกว่า
§       การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต - เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในเขตที่มีความเหมาะสมทางด้านกายภาพ/โครงสร้างพื้นฐาน ด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยใช้มาตรการจูงใจไม่ใช่วิธีการบังคับ และคำนึงถึงความหลากหลายทางชีวภาพ
§       การปรับปรุงคุณภาพสินค้าระบบ From Farm to Table -ให้ความสำคัญกับการจัดระบบควบคุมและตรวจสอบรับรองคุณภาพ    สินค้าเกษตรและอาหารในระดับไร่นาจนถึงโต๊ะอาหารโดยการถ่ายทอดเทคโนโลยีการจัดการและ     พัฒนาเครื่องมือในการตรวจสอบให้ก้าวทันและทัดเทียมประเทศคู่ค้า
§       การเตรียมการเพื่อเป็นครัวของโลก - เน้นการสร้างเครือข่ายเพื่อลดอุปสรรคที่ส่งผลต่อการค้าสินค้าเกษตรและอาหารไทย โดยสร้างความร่วมมือด้านเทคนิควิทยาศาสตร์และใช้กิจการร้านอาหารไทยและการกำกับดูแลตรวจสอบการใช้วัตถุดิบจากประเทศไทย รวมทั้งสร้างตราสินค้า (Brand Name) และการดำเนินงานร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ในการพัฒนาระบบตลาด
§       การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการผลิต - เน้นการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในเขตที่ดินของรัฐ โดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ การประปาส่วนภูมิภาค เป็นต้น การสร้างระบบเตือนภัยและป้องกันน้ำท่วม รวมทั้งการแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสีย
 
5.2     สร้างมูลค่าเพิ่มจากโซ่การผลิต (#118alue Chain)
ยุทธศาสตร์นี้มุ่งเน้นการเพิ่มรายได้จากการพัฒนากระบวนการผลิตตลอด และจัดระบบบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานด้านการแปรรูปและการตลาดให้ใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า ประกอบด้วยแนวทางพัฒนา 2 ด้าน ดังนี้
§       การพัฒนารายได้จากโครงสร้างพื้นฐานทางการตลาด - ให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานด้านการแปรรูป และการตลาดให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมทั้งการจัดหาเพิ่มตามความจำเป็น
§       การสร้างโอกาสในการเพิ่มรายได้จาก #118alue Chain - เป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องกับการใช้สินค้าเกษตรเป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิต
 
5.3     สร้างเข้มแข็งให้เศรษฐกิจรากหญ้า
ยุทธศาสตร์นี้มุ่งเน้นให้เกษตรกรและองค์กรเกษตรกร/ชุมชน   เข้าถึงแหล่งทุน โดยเฉพาะเรื่องการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน และการเข้าถึงบริการของรัฐ รวมทั้งการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนเพื่อให้ระบบเศรษฐกิจรากหญ้ามีความเข้มแข็งและมั่นคง ประกอบด้วยแนวทางพัฒนา 3   ด้าน ดังนี้
§       การเข้าถึงทุน - เป็นการสร้างโอกาสให้เกษตรกรและองค์กรเกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุน  และพัฒนาทุนให้เกิดผลตอบแทนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน และการนำสภาพคล่องทางการเงินในระบบสหกรณ์โดยเฉพาะสหกรณ์ออมทรัพย์ไปใช้ในการพัฒนาสหกรณ์โดยรวมภายใต้กรอบของสถาบันที่เหมาะสม (new institutional framework)
§       การเข้าถึงบริการของรัฐ - เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการบริการประชาชน ให้มีความสะดวก รวดเร็วและมีการบูรณาการของหน่วยงานในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะรูปแบบคลินิกเกษตร (Mobile Unit + Call Center) ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล  และให้ประชาชนมีส่วนร่วม รวมทั้งมีเครือข่ายถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน
§               การพัฒนาวิสาหกิจชุมชน - เป็นการส่งเสริมให้วิสาหกิจชุมชนมีการพัฒนา และขยายตัวอย่างเป็นระบบ    โดยการถ่ายทอดเทคโนโลยีและวิทยาการสมัยใหม่  รวมทั้งสนับสนุนเครื่องมือหรือโรงงานต้นแบบเชิงพาณิชย์
5.4     วิจัยและพัฒนา (R&D) พัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (HRD)
ยุทธศาสตร์นี้มุ่งเน้นให้ประชาชน  เกษตรกร  องค์กรเกษตรกร และบุคลากรภาครัฐ  เข้าถึงงานวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตรแบบมีส่วนร่วม     รวมทั้งการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างสะดวกและรวดเร็ว   ตรงตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย   และการพัฒนาองค์ความรู้ของบุคคลากรในภาคเกษตรให้สามารถบริหารจัดการสินทรัพย์หรือทุนให้เกิดความมั่นคงในกิจการ/อาชีพ ประกอบด้วยแนวทางพัฒนา   3   ด้าน ดังนี้
§       การจัดการเรื่องงานวิจัยพัฒนา - เป็นการจัดระบบงานวิจัยและพัฒนาการเกษตรให้มีประสิทธิภาพ   ทั้งงานวิจัยพื้นฐาน วิจัยประยุกต์ และพัฒนาทดลองเชิงพาณิชย์ รวมทั้งด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น และการพิจารณาทบทวนนโยบายเรื่องการตัดต่อพันธุกรรม (GMOs)
§       การดำเนินการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT)  เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication Technology : ICT)  - เป็นการจัดระบบภาคราชการให้มีการประสานงานและรายงานระหว่างหน่วยงาน ระหว่างกลุ่มภารกิจ  (Cluster)   เพื่อการบูรณาการ     รวมทั้งสร้างเครือข่ายกับภาคเกษตรกรและภาคเอกชน เพื่อการอำนวยความสะดวกและรวดเร็ว
§       การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (HRD) ภาคประชาชนและภาคราชการ - ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรโดยร่วมกับสถาบันการศึกษา ทั้งในด้านการฝึกอบรมและทักษะในสาขาวิชาชีพเฉพาะ และสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานที่ทำ   รวมทั้งเทคนิคการบริการประชาชน
5.5     กระจายอำนาจและส่งเสริมธรรมาภิบาล      (Empowerment     and      Good Governance)
 ยุทธศาสตร์นี้มุ่งเน้นการสร้างพลังให้ประชาชน ขจัดอุปสรรคออกจากประชาชน และคืนโอกาสทั้งหมดกลับไปให้ประชาชน โดยการกระจายอำนาจของภาครัฐในส่วนกลางสู่    ภูมิภาคและท้องถิ่น และการสร้างธรรมาภิบาลที่เป็นการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ประกอบด้วยแนวทางพัฒนา   2 ด้าน ดังนี้
§       การส่งเสริมให้ชุมชนมีอำนาจจัดการชุมชนของตนเอง - ให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์กรเกษตรกรโดยเฉพาะระบบสหกรณ์ให้มีขีดความสามารถในการพัฒนาเศรษฐกิจระดับรากหญ้า และสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนรวมทั้งการบริหารจัดการทุน
§       ส่งเสริมธรรมาภิบาล - เป็นการบริหารกิจการในภาคราชการให้เกิดความโปร่งใสในการบริการประชาชน โดยเฉพาะการพัฒนาระบบการเงิน บัญชี การจัดซื้อจัดจ้าง และการปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบเพื่อลดช่องว่างในการประพฤติมิชอบ
  
การวิเคราะห์โอกาสการลงทุนจีนในไทย
            อุตสาหกรรมเกษตรจีนนั้นมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านของ 1) แนวโน้มของผลผลิตการเกษตรมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง อาทิ ผลผลิตธัญพืช ฝ้าย เมล็ดพืชน้ำมัน พืชเศรษฐกิจ รวมถึงการประมงและการปศุสัตว์ 2) ราคาของผลผลิตที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 3) การค้าและการลงทุนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยเหตุผลจากการสนับสนุนของภาครัฐที่จะส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาภาคการเกษตรจีน 4) รายได้ของเกษตรกรจีนนั้นมีโอกาสที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง       
            จากที่จีนเข้าร่วมองค์การการค้าโลก คือ ปัจจัยหลักของการเปิดโอกาสที่ดีของนักลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งในปัจจุบันนักลงทุนของไทยที่เข้าไปลงทุนในจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายภาคอุตสาหกรรม เช่นอุตสาหกรรมการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร โดยไทยเป็นประเทศที่มีการส่งออกผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรไปยังจีนเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้เป็นอาศัยข้อตกลง FTA ระหว่างไทยจีน ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญในการสร้างโอกาสทางการค้าการลงทุนของไทยกับจีน และเป็นปัจจัยการเพิ่มขึ้นของโควตาการนำเข้าสินค้าเกษตรของไทยได้ อาทิเช่น ข้าว ยางพารา น้ำตาล มันสำปะหลัง ผักและผลไม้ เป็นต้น
จากการคาดการณ์ว่าประเทศจีนจะมีการขาดแคลนจากการผลิตภายในที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศในสำหรับสินค้าบางชนิด ยกตัวอย่างเช่นเช่น ข้าวสาลี ข้าวโพด ถั่วเหลือง น้ำตาล ผลิตภัณฑ์นม เนื้อสัตว์ และฝ้าย เป็นต้น ดังนั้น จึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับภาคอุตสาหกรรมการเกษตรของไทยในการลงทุนกับประเทศจีนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมน้ำตาล ซึ่งอุตสาหกรรมน้ำตาลของไทยเป็นอุตสาหกรรมหลักที่มีศักยภาพทั้งในด้านการผลิตและการส่งออก ทั้งนี้ไทยเป็นประเทศที่มีการส่งออกน้ำตาลเป็นอันดับสามของโลกต่อจากประเทศบราซิลและออสเตรเลีย โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ร้อยละ 32 จากการนำเข้าน้ำตาลทั้งหมดของจีน
มันเทศ  ประเทศไทยเป็นแหล่งที่เหมาะแก่การเพาะปลูกมันเทศ สามารถปลูกมันเทศได้ทั่วทุกภาคของประเทศและปลูกได้ตลอดปีโดยเฉพาะฤดูการทำนา ทั้งนี้ ประเทศจีนได้มีการพัฒนาทำธุรกิจแปรรูปมันสำปะหลังเพื่อนำมาแปรรูปต่างๆ อาทิ แปรรูปเส้นก๋วยเตี๋ยวมันเทศและวุ้นเส้น แปรรูปส่วนผสมอาหารเด็ก แปรรูปแอลกอฮอลล์และสุรา ตลอดจนใช้เป็นอาหารว่างประเภทขนมขบเคี้ยวต่างๆมากมาย
มันสำปะหลัง ปัจจุบันการแปรรูปเอทานอลเพื่อเป็นพลังงานทดแทนคือสิ่งจำเป็นอีกชนิดหนึ่ง ทั้งนี้สืบเนื่องจากราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มของราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งวัตถุดิบที่ใช้นำมาแปรรูปคือ มันสำปะหลัง ที่ไทยสามารถปลูกได้เป็นอย่างดี และสามารถปลูกได้ทั่วประเทศ
ยางพารา เป็นผลผลิตทางการเกษตรของไทยอีกชนิดที่มีศักยภาพและสามารถผลิตได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นแรงจูงใจสำหรับนักลงทุนจีนมาทำการลงทุนในประเทศไทย อาทิเช่น อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ซึ่งกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว อุตสาหกรรมผลิตถุงมือยาง ถุงมือทางการแพทย์ และถุงยางอนามัย เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันจีนนำเข้ายางพาราแผ่นรมควันจากประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้เองจึงควรดึงนักลงทุนจีนในอุตสาหกรรมที่กล่าวมาข้างต้นมาทำการตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทย
 
 ข้อเสนอแนะในการชักจูงนักลงทุนจีน
1.      อุตสาหกรรมแปรรูปชิ้นส่วนยานยนต์ (ประเภทยาง) คือ หนึ่งในอุตสาหกรรมการผลิตที่เหมาะแก่การชักจูงมาลงทุนในประเทศไทย โดยอาศัยวัตถุดิบทางธรรมชาติที่ประเทศไทยเรามีรองรับอยู่เป็นจำนวนมาก อีกทั้งจีนเองก็ต้องการผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนประเภทยางเป็นอย่างมาเพื่อป้อนในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยพื้นที่ที่เหมาะสมในการชักจูง ได้แก่ มณฑลกวางตง มณฑลซานตง และมณฑลหูเป่ย และมณฑลข้างเคียง โดย 3 มณฑลที่กล่าวถึงเป็นพื้นที่ที่มีการตั้งโรงงานผลิตยานยนต์สายญี่ปุ่น และที่สำคัญ เป็นการส่งผลให้ตัวมณฑลดังกล่าวได้รับการพัฒนาในด้านอุตสาหกรรมชิ้นส่วนไปด้วย
 
2.      อุตสาหกรรมแปรรูปมันเทศและสำปะหลังเพื่อประโยชน์ด้านต่างๆ เช่น การผลิตอาหารและการผลิตเอทานอล โดยพื้นที่ที่เหมาะแก่การชักจูงได้แก่ มณฑลเสฉวนซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผลิตอาหารที่ใหญ่ที่สุดของจีน อาทิเช่น แปรรูปมันเทศและ ข้าว เป็นต้น     มณฑลกวางสีเป็นมณฑลที่มีการส่งเสริมให้ปลูกมันสำปะหลังเพื่อผลิตเป็นพลังงานทดแทนก็เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญเช่นกัน (ในส่วนของการผลิตเอทานอลสามารถศึกษาจากอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนในบทต่อไป) 
 
3.      อุตสาหกรรมผลิตเครื่องใช้ทางการแพทย์และผลิตภัณฑ์ยางในชีวิตประจำวัน (Daily-use and medical rubber Industry) ได้แก่ผลิตภัณฑ์จำพวกเครื่องแต่งกายกันน้ำ ถุงยางอนามัย ถุงมือแพทย์ ถุงมือผ่าตัด และถุงมือเคมีภัณฑ์ต่างๆ ฯลฯ คือ อุตสาหกรรมที่เหมาะแก่การชักจูงเช่นกัน ทั้งนี้เป็นการอาศัยปัจจัยทางด้านของวัตถุดิบที่เรามีรองรับการ  ซึ่งปัจจุบันจีนมีการนำเข้าน้ำยางธรรมชาติ (Latex) เป็นจำนวนมาก ซึ่งการเข้ามาตั้งฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในประเทศไทยจะช่วยให้นักลงทุนจากจีนได้รับประโยชน์จากการลดต้นทุนการผลิตและช่วยขยายฐานการส่งออก โดยพื้นที่ที่เหมาะแก่การชักจูงคือ มณฑลซานตง มณฑลเหอเป่ย มณฑลเจียงซู มหานครเซี่ยงไฮ้ และมณฑลกวางตง ซึ่ง 4 มณฑลกับ 1 มหานครดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีการกระจุกตัวของโรงงานผลิตในภาคการผลิตนี้และมีสัดส่วนมูลค่าการผลิตมากที่สุด 5 อันดับแรกของประเทศ โดยมีสัดส่วนมูลค่าการผลิตคิดเป็น 34.24% 12.81% 12.30% 8.09% และ 8.04% ตามลำดับ
 
บริษัทจีนที่มีศักยภาพในการดึงมาลงทุนในประเทศไทย
 
1.      Shandong Keyida Group Co. Ltd.
 
บริษัทถูกก่อตั้งเมื่อปี 1988 เป็นบริษัทผลิตเสื้อผ้ากันน้ำที่ใช้น้ำยางธรรมชาติ (Latex) เป็นวัตถุดิบและได้รับมาตรฐานกรผลิตระดับสากล อีกทั้งเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดที่ผลิตเสื้อผ้ากันน้ำในประเทศจีนในขณะนี้ โดยบริษัทนี้มีพื้นที่มากกว่า 132,000 ตารางเมตร มีรายได้จากการขายมากกว่า 320 ล้านหยวนต่อปี และที่สำคัญบริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดในปี 2006 เป็นอันดับสอง โดยมีส่วนแบ่งการตลาดคิดเป็นร้อยละ 10.78 เติบโตขึ้นร้อยละ 47.65 จากปีที่ผ่านมา
ประเด็นที่สำคัญ
 
§       เป็นอุตสาหกรรมที่อยู่ในข่ายได้รับการส่งเสริมของ BOI ว่าด้วยประเภทกิจการผลิตผลิตภัณฑ์จากยางธรรมชาติ ซึ่งประเทศไทยได้ให้ความสนใจในภาคการผลิตนี้
§       วัตถุดิบทางธรรมชาติ (น้ำยางธรรมชาติ) ที่ประเทศไทยมีอยู่อย่างมากมาย สามารถรองรับกับความต้องการของนักลงทุนได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าของผลผลิตทางการเกษตรของไทยในอีกทางหนึ่ง
§       เนื่องจากประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางอาเซียน ดังนั้นจึงเป็นโอกาสดีในการขยายฐานการผลิตเพื่อการส่งออกไปยังภูมิภาคอื่นๆ
 
2.      Guangzhou Daming Lianhe Rubber Manufacture Co., Ltd.
 
บริษัทฯ นี้เป็นบริษัทผลิตถุงยางอนามัยที่มีชื่อเสียงของประเทศจีน และได้รับมาตรฐานสากล อาทิเช่น ISO international standards, CE European standards และ WHO World Health Organization standards โดยที่ผลิตภัณฑ์ของบริษัทใช้ตราสินค้าที่ชื่อ Ausny ซึ่งเป็นที่รู้จักอยู่ทั่วประเทศ อีกทั้งยังมีการส่งออกไปยังหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา เม็กซิโก อินเดีย ฝรั่งเศส โปแลนด์ สิงคโปร์ เวียดนาม และ ฮ่องกง
ประเด็นที่สำคัญ
 
§       เนื่องด้วยอุตสาหกรรมยาและโครงการรักษาสุขภาพของจีนกำลังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงเป็นโอกาสดีในการดึงการลงทุนมายังไทย แทนการส่งออกน้ำยางธรรมชาติ ทั้งนี้เป็นการลดต้นทุนการผลิตและเป็นการช่วยขยายฐานการส่งออกไปยังภูมิภาคอื่นๆ
§       เป็นอุตสาหกรรมที่อยู่ในข่ายได้รับการส่งเสริมของ BOI ว่าด้วยประเภทกิจการผลิตผลิตภัณฑ์จากยางธรรมชาติ ซึ่งประเทศไทยได้ให้ความสนใจในภาคการผลิตนี้
§       วัตถุดิบทางธรรมชาติ (น้ำยางธรรมชาติ) ที่ประเทศไทยมีอยู่อย่างมากมาย สามารถรองรับกับความต้องการของนักลงทุนได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าของผลผลิตทางการเกษตรของไทยในอีกทางหนึ่ง
 
3.      Guilin Latex Factory
เป็นบริษัทที่มีศักยภาพทางด้านแข่งขันระดับนานาชาติ อีกทั้งได้มาตรฐานการผลิตระดับสากล โดยเป็นโรงงานแห่งเดียวในประเทศจีนที่ได้รับ International Supplier for United Nations Purchasing Program ซึ่งผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท คือ ถุงยางอนามัยที่เป็นตราสินค้าที่มีชื่อเสียงของจีน และเป็น 1 ใน 20 บริษัทที่มีสัดส่วนทางการตลาดของจีนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับ Daily-use and medical rubber industry ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ของบริษัทมากกว่าร้อยละ 50 ถูกส่งออกไปยังภูมิภาคอื่นๆ มากกว่า 30 ประเทศ โดยในปี 2006 บริษัทมีมูลค่าผลผลิตเท่ากับ 207.4 ล้านหยวน เติบโตขึ้นร้อยละ 23 จากปีที่ผ่านมา
ประเด็นที่สำคัญ
 
§       เนื่องด้วยอุตสาหกรรมยาและโครงการรักษาสุขภาพของจีนกำลังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงเป็นโอกาสดีในการดึงการลงทุนมายังไทย แทนการส่งออกน้ำยางธรรมชาติ ทั้งนี้เป็นการลดต้นทุนการผลิตและเป็นการช่วยขยายฐานการส่งออกไปยังภูมิภาคอื่นๆ
§       เป็นอุตสาหกรรมที่อยู่ในข่ายได้รับการส่งเสริมของ BOI ว่าด้วยประเภทกิจการผลิตผลิตภัณฑ์จากยางธรรมชาติ ซึ่งประเทศไทยได้ให้ความสนใจในภาคการผลิตนี้
§       วัตถุดิบทางธรรมชาติ (น้ำยางธรรมชาติ) ที่ประเทศไทยมีอยู่อย่างมากมาย สามารถรองรับกับความต้องการของนักลงทุนได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าของผลผลิตทางการเกษตรของไทยในอีกทางหนึ่ง
 
4.      Sichuan Guanyou Sweet Potato and Food Product Co., Ltd.
                  เป็นบริษัทแปรรูปอาหารจำพวก เส้นหมี่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอาหารทานเล่นโดยใช้วัตถุดิบจากมันหวาน มันเทศ และมันสำปะหลังเป็นหลัก ที่มีศักยภาพแห่งหนึ่งของจีน โดยการใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยที่ไม่ต้องผ่านกระบวนการ Starch เพื่อแปรรูปเป็นผงก่อน ทั้งนี้กระบวนการผลิตโดยทั่วไปจะใช้การสกัดเป็นผงก่อนการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป นอกจากนี้บริษัทยังได้เคยมีการเจรจาการลงทุนในประเทศไทยกับบางบริษัท ซึ่งการเจรจาดังกล่าวยังไม่มีความคืบหน้า ดังนั้นจึงเป็นโอกาสที่ดีในการชักจูงและการช่วยเหลือด้านการเจรจาการลงทุนในประเทศไทย
ประเด็นที่สำคัญ
 
§       เป็นอุตสาหกรรมที่อยู่ในข่ายได้รับการส่งเสริมของ BOI ว่าด้วยประเภทกิจการผลิตหรือถนอมอาหาร หรือสิ่งปรุงแต่งอาหารโดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งประเทศไทยได้ให้ความสนใจในภาคการผลิตนี้
§       วัตถุดิบทางธรรมชาติ (มันเทศ มันหวาน รวมถึงมันสำปะหลัง) ที่ประเทศไทยมีอยู่อย่างมากมาย สามารถรองรับกับความต้องการของนักลงทุนได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าของผลผลิตทางการเกษตรของไทยในอีกทางหนึ่ง
§       เนื่องด้วยอาหารจำพวกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้รับความนิยมในการบริโภคในประเทศแถบเอเชีย และกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นจากชาวตะวันตกที่หลงใหลในอาการเอเชีย ทั้งนี้บริษัทเองก็มีเทคโนโลยีในกระบวนการผลิตที่แตกต่างและทันสมัยจากผู้ประกอบการบางราย อีกทั้งมีการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงเป็นโอกาสดีในการดึงการลงทุนมายังไทยเพื่อช่วยขยายฐานการส่งออกไปยังภูมิภาคอื่นๆ และเป็นการเพิ่มมูลค่าเพิ่มของผลผลิตทางการเกษตรอีกทางหนึ่ง
 
 
 
 
 
 
 
ที่มา:BOIไทย
จีนออกข้อกำหนดฉลากอาหารบรรจุหีบห่อฉบับใหม่
การวิเคราะห์โอกาสการลงทุนของจีนในอุตสาหกรรมเกษตรขอ
แนะนำเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน
จีนผ่านกฎหมายคุ้มครองเกาะในทะเล หวังให้เกิดการพัฒน
เเผนที่จีน
ชาวจีน 77 %บริหารเงินด้วยการออมสิน 
เทศกาลเช็งเม้ง
วันเทศกาลตามประเพณีจีน
สวรรค์บนดิน "มณฑลกวางสี"
ระบบการแบ่งเขตการปกครอง
ภูมิอากาศประเทศจีน
แม่น้ำและทะเลสาบของจีน
ภูมิประเทศของจีน
อาณาเขตประเทศจีน
 
  Copyright(C)2008 ศูนย์ธุรกิจไทย-จีนประจำนครหนานหนิง.All rights reserved.
Add: 12th fl., Wende Building, 57 Jinhu Rd., Nanning, Guangxi Email:www.thainanning@126.com
Guangxi ICP:812118541 Technical Support:Chuandao Wangluo